คำสั่ง CTRL + ALT + DELETE คืออะไร ? มาย้อนดูความเป็นมาที่น่าสนใจของคำสั่งนี้กัน

เมื่อ :
ผู้เข้าชม : 6,368
เขียนโดย :
image_big
image_big
เมื่อ :
ผู้เข้าชม : 6,368
เขียนโดย :

ความเป็นมาของการกดคอมโบปุ่ม CTRL + ALT + DELETE

หากคุณเป็นคนที่ใช้ ระบบปฏิบัติการ Windows เชื่อว่าทุกคนน่าจะรู้จักกับการกดคอมโบปุ่มอย่าง คำสั่ง CTRL+ ALT+ DELETE กันเป็นอย่างดี เพราะมีมาอย่างยาวนาน และใช้กันเป็นประจำเมื่อ Windows เกิดอาการเอ๋อ 

แต่รู้หรือไม่ครับว่า อันที่จริงแล้ว คอมโบปุ่มนี้ Microsoft ผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการ Windows ไม่ใช่คนคิดค้นนะ แถมบิล เกตส์ ยังเคยบอกอีกว่า นี่เป็นหนึ่งในความผิดพลาดที่เขาเคยทำอีกด้วย ถ้าอยากรู้รายละเอียดกันแล้วล่ะก็ เชิญอ่านต่อได้เลยครับ

เนื้อหาภายในบทความ

คำสั่ง CTRL + ALT + DELETE คืออะไร ? มาย้อนดูความเป็นมาที่น่าสนใจของคำสั่งนี้กัน

จุดเริ่มต้นคำสั่ง CTRL + ALT + DELETE ถือกําเนิดขึ้นที่ IBM

คำสั่ง CTRL + ALT + DELETE เป็นท่าที่เอาไว้เรียกใช้งานฟังก์ชัน Soft Reboot ผ่านแป้นคีย์บอร์ด โดยผู้ที่คิดค้นขึ้นมา คือ David Bradley หัวหน้าทีมวิศวกรผู้รับผิดชอบโครงการพัฒนาคอมพิวเตอร์ และ ROM-BIOS ของ IBM 

ในตอนแรกวิธีกดจะเป็นการคอมโบปุ่มคำสั่ง CTRL + ALT + ESC อย่างไรก็ตามการจัดวางปุ่มที่ต้องกดทั้งหมดเอาไว้ที่ด้านซ้าย ทำให้มันถูกกดพลาดโดยไม่ตั้งใจ ทำให้คอมพิวเตอร์ถูกรีบูทได้ง่ายๆ Mel Hallerman หัวหน้าทีมโปรแกรมเมอร์เลยเสนอให้เปลี่ยนเป็นปุ่มคำสั่ง CTRL + ALT + DELETE แทน เพื่อให้ยากต่อการเผลอกดโดยไม่ตั้งใจ

เดิมทีการ Soft reboot ด้วยท่านี้ ถูกใช้กันแค่ภายในบริษัท IBM เท่านั้น และไม่มีแผนที่จะปล่อยออกมาให้ผู้ใช้ทั่วไปใช้งาน เนื่องจากมันจะทำการรีบูตเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่มีการแจ้งเตือน หรือขอยืนยัน ซึ่งเหมาะสำหรับคนเขียนโปรแกรมที่ต้องการประหยัดเวลาในการเริ่มระบบใหม่

การคิดค้นนี้เกิดขึ้นในฤดูใบไม้ผลิของปี ค.ศ. 1981 (พ.ศ. 2524) David Bradley ในขณะนั้นถูกคัดเลือกให้มาอยู่ในโครงการ Acorn ของ IBM สาขาโบคา ราตัน ในรัฐฟลอริดา หน้าที่ที่เขาต้องรับผิดชอบ คือ ช่วยกันพัฒนาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรุ่นใหม่ของ IBM ซึ่งในตอนนั้น บริษัทคู่แข่งอย่าง Apple และ RadioShack ได้เริ่มวางขายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลแล้ว ทำให้ IBM ต้องเร่งมือพัฒนาคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ออกมาแข่งขัน ผลของมันทำให้โครงการที่เดิมทีต้องใช้ระยะเวลา 3-5 ปีในการพัฒนา ต้องเสร็จสิ้นภายในเวลา 1 ปี ให้ได้

ในระหว่างการพัฒนานั้น โปรแกรมเมอร์ต้องเจอกับเรื่องน่ารำคาญ โดยเมื่อไหร่ก็ตามที่คอมพิวเตอร์เกิดปัญหาเนื่องจากข้อผิดพลาดของโค้ด พวกเขาจะต้องเริ่มระบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งคอมพิวเตอร์จะต้องเริ่มตรวจสอบระบบใหม่ (Memory tests) ทั้งหมดอีกครั้ง ก่อนที่จะพร้อมทำงาน ซึ่งมันใช้เวลานานมาก (ต้องเข้าใจด้วยว่าคอมพิวเตอร์สมัยนั้นไม่ได้ทำงานได้รวดเร็วเหมือนกับสมัยนี้) บางวันงานมันมีปัญหาถึงขั้นที่ต้องเริ่มระบบใหม่กันทุก 5 นาทีเลยทีเดียว นั่นทำให้เรามีเวลาในการทำงานน้อยลงมาก

เดวิด แบรดลีย์ (David Bradley) ก็เลยสร้างคีย์บอร์ดชอทคัทขึ้นมา สำหรับใช้ในการเริ่มต้นระบบใหม่ โดยไม่ต้อง Memory tests เพื่อลดเวลาในการเริ่มระบบ ซึ่งเขาไม่คาดคิดว่าวิธีแก้ไขปัญหาง่ายๆ ที่เขาสร้างขึ้นมานี้ จะทำให้เขาได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษของวงการโปรแกรมเมอร์ในเวลาถัดมา ถึงขั้นมีคนมาขอลายเซ็นต์เขาเวลาที่ไปประชุมงานสัมมนาของโปรแกรมเมอร์ต่างๆ 

David Bradley ไม่เคยคิดว่าสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาในการทำงานส่วนตัว จะกลายเป็นประสบการณ์สำคัญที่ผู้ใช้หลายคนต้องเผชิญ

นายเดวิด แบรดลีย์ (David Bradley) เคยบอกว่า

"การคิดค้นท่า CTRL+ ALT+ DELETE มันเป็นแค่หนึ่งในงานเล็กๆ น้อยๆ ที่เขาต้องรับผิดชอบ ผมใช้เวลาพัฒนามันราวๆ 5 หรือ 10 นาทีนี่แหละ แล้วก็ต้องรีบไปทำงานอย่างอื่นในมือต่อแล้ว"

ตำนานคำสั่ง CTRL + ALT + DELETE จากค่าย IBM สู่ค่าย Microsoft

โครงการ Acorn  สามารถทำงานได้สำเร็จภายใน 1 ปี ตามที่ IBM คาดหวัง ในฤดูใบไม้ร่วงของปี ค.ศ. 1981 (พ.ศ. 2524) คอมพิวเตอร์ของ IBM ได้เริ่มวางจำหน่ายในท้องตลาด และมันก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ในเวลา 5 ปี IBM ขายคอมพิวเตอร์ได้กว่าหนึ่งล้านเครื่อง อย่างไรก็ตาม ขณะนั้นมีผู้ใช้งานจำนวนไม่มากนัก ที่รู้ว่าในคอมพิวเตอร์มีคำสั่งลับอย่างคำสั่ง CTRL+ ALT+ DELETE ถูกซ่อนเอาไว้อยู่

จนกระทั่ง เวลาได้ย่างก้าวเข้าสู่ต้นปี ค.ศ. 1990 (พ.ศ. 2533) ปีที่ Microsoft ได้เปิดตัวระบบปฏิบัติการ Windows 3.0 ออกมา คอมพิวเตอร์จำนวนมากได้เจอกับปัญหาในตำนานที่ทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ นั่นก็คือ จอฟ้า หรือ "Blue sceen of death" และทางออกจากจอฟ้าก็คือ การใช้คำสั่ง CTRL+ ALT+ DELETE ของ David Bradley นั่นเอง สื่อไอทีในสมัยนั้นถึงกับยกย่องว่าคำสั่ง CTRL+ ALT+ DELETE เป็น "สิ่งที่น่ายกย่อง" จากการที่มันช่วยให้เจ้าของคอมพิวเตอร์นับล้านคนหนีรอดจากจอฟ้าแห่งความตายได้

การแซะคำสั่ง CTRL + ALT + DELETE ที่น่าจดจำ

ในปี ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544) คนจำนวนหลายร้อยคนได้เดินทางไปยังพิพิธภัณฑ์ San Jose Tech Museum เพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 20 ปี คอมพิวเตอร์ของ IBM โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา IBM จำหน่ายคอมพิวเตอร์ได้มากกว่า 500,000,000 เครื่อง

หลังจากทานอาหารมื้อค่ำเสร็จ ผู้ทรงคุณวุฒิในอุตสาหกรรมรวมไปถึงประธานบริษัทอย่าง นายบิล เกตส์ (Bill Gates) ก็ได้ร่วมตั้งวงเสวนากัน แต่คำถามแรกนั้นไม่ได้ถูกถามไปยัง บิล เกตส์ โดยพิธีกรได้ตั้งคำถามไปยัง เดวิด แบรดลีย์ (David Bradley) ว่ารู้สึกอย่างไรกับการที่เขาใช้เวลาแค่ 5 นาที ในการสร้างสิ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างคำสั่ง CTRL+ ALT+ DELETE

และคำตอบที่กลายเป็นตำนานจาก David Bradley คือ "ผมไม่กล้ารับเครดิตนั้นไว้หรอก ผมเป็นคนคิดมันขึ้นมาก็จริง แต่คงต้องขอบคุณบิล เกตส์ ที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้มากกว่า" (ในคลิปวิดีโอด้านล่าง นาทีที่ 0:47)

บิล เกตส์ ยอมรับ คำสั่ง CTRL + ALT + DELETE เป็นการตัดสินใจที่ผิด

ในปี ค.ศ. 2013 (พ.ศ. 2556) บิล เกตส์ ได้ยอมรับในระหว่างการสัมภาษณ์ในงานระดมทุนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้จัดขึ้นว่า การเลือกใช้ท่า CTRL + ALT + DELETE ในอดีตของระบบปฏิบัติการ Windows เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด

บิล เกตส์ อธิบายว่า เดิมทีการกดสามปุ่มนี้ถูกสร้างมาเพื่อป้องกันไม่ให้แอปพลิเคชันตัวอื่นฉวยโอกาสหลอกผู้ใช้ในระหว่างที่เข้าสู่ระบบเพื่อขโมยรหัสผ่าน "อันที่จริง เราสามารถกดแค่ปุ่มเดียวก็ได้ แต่คนที่ออกแบบคีย์บอร์ดของ IBM ไม่ยอมเพิ่มปุ่มให้เราแม้แต่ปุ่มเดียว ทำให้เราต้องเลือกใช้ "ท่านั้น" แทน"

คำสั่ง CTRL + ALT + DELETE ในปัจจุบัน

ทุกวันนี้คำสั่ง CTRL + ALT + DELETE ก็ยังไม่หายไปไหน แต่นับจาก Windows 8 เป็นต้นมา การกดปุ่มคำสั่ง CTRL + ALT + DELETE จะเป็นการเข้าสู่หน้าเข้าระบบแบบใหม่แทนแล้ว อย่างไรก็ตามธุรกิจเก่าแก่หลายแห่งที่ยังใช้ Windows XP และ Windows 7 ก็ยังคงต้องใช้คำสั่ง CTRL + ALT + DELETE อยู่เหมือนเคย

แล้วคุณผู้อ่านล่ะ เคยกดปุ่มคำสั่ง CTRL + ALT + DELETE กันบ้างหรือเปล่า ?

คำสั่ง CTRL + ALT + DELETE คืออะไร ? มาย้อนดูความเป็นมาที่น่าสนใจของคำสั่งนี้กัน