พบช่องโหว่บนแอป AI "Muse" เวอร์ชัน macOS ที่ส่งผลให้มัลแวร์บนเครื่องใช้งาน Voice Prompt ได้

เมื่อ : 27 ตุลาคม 2569
ผู้เข้าชม : 855
เขียนโดย :
image_big
image_big
เมื่อ : 27 ตุลาคม 2569
ผู้เข้าชม : 855
เขียนโดย :

Muse นั้นนอกจากจะเป็นชื่อของวงที่ทำเพลง Hysteria ออกมาจนโด่งดังแล้ว ปัจจุบันก็ได้กลายมาเป็นชื่อของแอปพลิเคชันปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ตัวใหม่ของ META อีกด้วย แต่จากข่าวนี้เหมือนแค่ออกมาให้ใช้งานไม่นานก็มีปัญหาเสียแล้ว

จากรายงานโดยเว็บไซต์ Biggo Finance กล่าวถึงการที่นักวิจัยจาก Objective-See Foundation องค์กรที่ไม่แสดงหาผลกำไรที่มีการมุ่งเน้นในการต่อต้านภัยไซเบอร์บนระบบปฏิบัติการ iOS ทำการตรวจพบช่องโหว่ที่เกิดขึ้นระหว่างการพัฒนา หรือ Zero-Day บนแอปพลิเคชัน Muse เวอร์ชัน macOS ที่เปิดโอกาสให้มัลแวร์บนเครื่อง (Local Malware) สามารถใช้การแก้ไขการตั้งค่าที่ไม่ถูกบันทึกไว้ (Undocumented Setting) ทำให้เปลี่ยนเป้าหมาย หรือ Redirect การใช้งานการส่งคำสั่งด้วยเสียง (Voice Prompt) จากผู้ใช้งานไปยังเซิร์ฟเวอร์ควบคุมมัลแวร์ (C2 หรือ Command and Control) ทำให้แฮกเกอร์สามารถรันโค้ดในฐานะผู้ใช้งานที่ล็อกอินอยู่ได้แบบบนเครื่อง (Local) ทำให้ช่องโหว่นี้ไม่ถูกนับว่าเป็นช่องโหว่สำหรับการรันโค้ดจากระยะไกล (RCE หรือ Remote Code Execution) ซึ่งช่องโหว่ถ้าถูกใช้งาน จะทำให้แฮกเกอร์สามารถอ่านข้อความเสียงที่เหยื่อทำการสั่ง AI, ยิงคำสั่ง (Injection) ของแฮกเกอร์เข้าสู่ Muse, และขโมยเซสชันโทเคน (Sesion Token) ของบัญชี Muse ที่อยู่บนเครื่องได้ ช่วยเปลี่ยนให้ Muse จากเครื่องมือ AI ธรรมดา กลายเป็นมัลแวร์แบบเปิดประตูหลังของระบบ หรือ Backdoor ให้กับแฮกเกอร์ที่ใช้

ช่องโหว่ดังกล่าวนั้นจะอยู่ในการตั้งค่าของ Muse ที่มีชื่อว่า endo_voyager_dictation_endpoint โดยการตั้งค่าในจุดนี้เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานที่ล็อกอินอยู่นั้นสามารถเปลี่ยนค่า (Value) ได้โดยไม่ต้องมีการเพิ่มสิทธิ์ (Permission) แต่อย่างใด ซึ่งจะนำไปสู่การใช้งาน Muse ตามที่กล่าวมาข้างต้น นอกจากนั้น การที่ตัว Muse นั้นได้ถูกออกแบบมาให้สามารถล็อกอินบนอุปกรณ์หลากชนิดในเวลาเดียวกันได้ ทำให้แฮกเกอร์สามารถนำเอา Session Token ที่ขโมยมาได้นั้นไปล็อกอินบนอุปกรณ์ของตนได้อย่างง่ายดาย

กระนั้นทางผู้ตรวจพบช่องโหว่นี้ก็ได้ระบุไว้ว่า ตัวช่องโหว่ของ Muse นี้ไม่สามารถเอาชนะระบบป้องกันของ macOS ที่มีการขวางไม่ให้แอปพลิเคชันตัวหนึ่งสามารถเข้าไปอ่านรหัสผ่านที่ถูกบันทึกไว้บนแอปพลิเคชันอีกตัวได้ ทั้งยังสามารถถูกสกัดโดยระบบป้องกันของ macOS อย่าง Transparency, Consent, and Control (TCC) ที่ป้องกันการเข้าถึงอุปกรณ์สำคัญบนเครื่อง และกล้องวิดีโอ ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้ได้ด้วยตนเอง กระนั้นแฮกเกอร์ หรือมัลแวร์ที่ใช้งานช่องโหว่ดังกล่าวนั้นก็ยังสามารถเข้าถึงอุปกรณ์เหล่านี้ได้ถ้าเหยื่อเคยให้สิทธิ์ในการเข้าถึงกับ Muse ก่อนที่จะถูกแฮก และในการเข้าถึงข้อมูลหรืออุปกรณ์ของเหยื่อผ่านทาง Muse นั้นยังจะช่วยให้เครื่องมือตรวจจับอย่างพวก EDR (Endpoint Detection and Response) นั้นไม่สามารถตรวจจับได้อีกด้วยเนื่องจากถือว่าคำสั่งนั้นมาจากแอปพลิเคชันที่ไว้วางใจได้อย่าง Muse ไม่ใช่มัลแวร์แปลกปลอมแต่อย่างใด

นักวิจัยได้กล่าวว่าช่องโหว่ดังกล่าวนั้นเป็นช่องโหว่จากการออกแบบ ที่เกิดมาจากทาง META ตัดสินใจให้คำสั่งเสียงต่าง ๆ ที่ตัวแอปพลิเคชัน Muse ต้องถูกส่งไปประมวลผลบนระบบคลาวด์ (Cloud) ของทาง Meta แทนที่จะเป็นบนเครื่องผ่านทาง On-Device Dictation API ของทาง Apple ซึ่งถ้าใช้อย่างหลังช่องโหว่ดังกล่าวก็จะไม่สามารถถูกใช้งานได้อย่างแน่นอน และอีกประการหนึ่งนั้นมาจากการที่ตัวแอปพลิเคชันถูกออกแบบให้แอปพลิเคชันใด ๆ ที่อยู่บนเครื่องสามารถใช้งาน Undocumented Setting บนตัวแอปพลิเคชัน Muse โดยไม่สนระดับสิทธิ์การใช้งาน macOS ของแอปพลิเคชันนั้น ๆ จนนำมาสู่การมีอยู่ของช่องโหว่ Zero-Day ตัวนี้

ปัจจุบันนั้นยังไม่มีการออกอัปเดต หรือ แพทช์ (Patch) ใด ๆ มาเพื่อแก้ไขช่องโหว่ดังกล่าว ดังนั้นขอให้ผู้ใช้งาน Muse เวอร์ชัน macOS ทำการติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดต่อไป นอกจากนั้น ประมาณ 12 ชั่วโมงก่อนที่ทางนักวิจัยได้ออกมาเปิดเผยช่องโหว่ของ Muse ทางเว็บไซต์และบริการอีคอมเมิร์ส (eCommerce) ชื่อดังอย่าง Amazon ก็ได้ออกมาทำการบล็อกไม่ให้ Muse สามารถส่งคำสั่งซื้อของบนแพลตฟอร์มของ Amazon แทนผู้ใช้งานได้พร้อมได้ทำการร้องขอให้ทาง META ทำการนำเอาตัวเลือก Amazon ออกจากแอปพลิเคชัน Muse ทั้งนี้ไม่ได้มีการเปิดเผยว่ามีความเกี่ยวข้องกับช่องโหว่ Zero-Day ดังกล่าวที่ถูกค้นพบหรือไม่

ต้นฉบับ :
ที่มา :
Copyright Notice : All Rights Reserved. Copyright 1999-2026
Antivirus.in.th is owned and operated by Thaiware Communication Co., Ltd.